Yo-Yo Effect คืออะไร

 

Yo-Yo Effect คืออะไร

คำว่า Yo-Yo Effect ที่เราคุ้นหูกัน มักมีความเข้าใจผิด และใช้กันผิดๆเสมอ แล้ว Yo-Yo Effectจริงๆแล้วต้องเป็นอย่างไร เรามาทำความเข้าใจกันใหม่ จะได้ไม่กลัวเกินไป หรือนำมาใช้เป็นข้ออ้างที่ทำให้น้ำหนักไม่ลด

 

Yo-Yo Effect” เป็นชื่อเล่นของ “Weight Cycling”  คือการที่น้ำหนักลดลง  และเพิ่มขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เหมือนลูกดิ่งโยโย่ ที่เหวี่ยงลงแล้วเด้งขึ้น หรืออาจลงอีกแล้วก็ขึ้นอีก ขึ้นๆ ลงๆ เป็นวงจรอุบาทว์

 

สาเหตุของการเกิด Yo-Yo Effect

การอดอาหาร หรือการกินยาลดน้ำหนัก หรือการกระทำอะไรก็แล้วแต่ ที่มีผลทำให้ไม่อยากอาหาร  ทำให้ร่างกายขาดแคลอรี่มากๆ  ส่งผลให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว  พอหิว ทนไม่ไหว ก็กลับมากินเหมือนเดิม หรืออาจมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ  น้ำหนักก็กลับขึ้นมาอีก

 

อดอาหาร หรือ กินยาลดน้ำหนัก น้ำหนักลด 10 กิโลกรัม ภายใน 1 เดือน  แล้วกลับมากินอาหารเหมือนเดิม น้ำหนักขึ้น 5 กิโลกรัม ภายใน 1 เดือน  แบบนี้เรียกว่า Yo-Yo Effect แน่นอน  เพราะเป็นผลจากการที่น้ำหนักลดลงเร็ว และขึ้นเร็ว

.

ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย น้ำหนักลด 10 กิโลกรัม ภายใน 3 เดือน แต่หลังจากนั้นความตั้งใจก็ลดลง  กลับไปกินเยอะเหมือนเดิม  น้ำหนักขึ้นมา 5 กิโลกรัม ภายใน 6 เดือน แบบนี้ ไม่ได้เรียกว่า Yo-Yo Effect  เพราะไม่ได้ขาดสารอาหาร  และน้ำหนักไม่ได้ขึ้นเร็ว  แต่ขึ้นเพราะกินเยอะขึ้น ทำให้น้ำหนักขึ้นแบบปกติ

 

ผลเสียจากการเกิดYo-Yo Effect

หลายคนอาจสสัยว่า แล้วผลเสียของการเกิดYo-Yo Effect มันต่างกันอย่างไร กับการที่น้ำหนักขึ้นแบบปกติ

การเกิดYo-Yo Effect มันเป็นผลจากการขาดแคลอรี่มากเกินไป  ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ  ก็ทำให้ระบบต่างๆทำงานผิดปกติ ลดการทำงานลง ระบบเผาผลาญต่ำลง  อย่างรวดเร็ว  แม้ว่าไขมันก็มีส่วนหายไปบ้าง แต่กล้ามเนื้อก็หายไปด้วย  แต่พอกลับมากินเยอะ ร่างกายกลับสะสมแต่ไขมัน ไม่สร้างกล้ามเนื้อ  ก็ยิ่งทำให้น้ำหนักขึ้นได้เร็ว ลดน้ำหนักยากขึ้น และอาจเสี่ยงต่อโรคต่างๆที่เกี่ยวกับไขมันอีกตามมา

.

แต่อย่างไรก็ตาม  ก็มีการศึกษาที่แย้งกันด้วยว่า  การเกิดYo-Yo Effect   ไม่ได้อันตรายต่อสุขภาพจนถึงขั้นไม่สามารถลดน้ำหนักได้อีก  ไม่ได้ทำให้ระบบเผาผลาญแย่ลง ไม่ได้เป็นการสะสมไขมันง่ายขึ้น และไม่ได้ทำให้ลดน้ำหนักยากขึ้นด้วย  ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป (อ้างอิง)

.

สำหรับการที่น้ำหนักขึ้นตามปกติ ไม่ได้เกิดจากการโยโย่นั้น น้ำหนักจะขึ้นอย่างช้าๆ  ตามกลไกของการมีแคลอรี่เกินตามปกติ

 

ในความเห็นส่วนตัวของแอดมินเองคิดว่า การที่อดอาหาร หรือกินยาลดน้ำหนัก หรือทำอะไรก็แล้วแต่  ที่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร ย่อมส่งผลเสียอยู่แล้ว อย่างน้อยๆก็ทำให้อารมณ์เสีย หิว แล้วมาตะบะแตกทีหลัง กินเยอะขึ้น  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราเกิดโยโย่ขึ้นมาแล้ว เราจะลดน้ำหนักไม่ได้อีก

 

เพราะบางคน เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง ที่จะไม่ลดน้ำหนัก  บอกว่าเมื่อก่อนเคยลดจนผอมแล้ว  พอกลับมาอ้วนอีก ทีนี้ก็ลดไม่ลงอีกเลย  แบบนี้แอดมินคิดว่าไม่จริง  เพราะได้ตั้งใจเหมือนตอนนั้นแล้วหรือยังก็ไม่รู้  ลดด้วยวิธีไหนก็ไม่รู้  ทำได้นานแค่ไหน

 

ดังนั้น จะเกิดโยโย่ หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ในเมื่อน้ำหนักมันขึ้นมาแล้ว ก็ต้องพยายามใหม่ แต่พยายามให้ถูกวิธี เท่านั้นเอง

 

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโยโย่

  • อย่าขาดแคลอรี่มากๆ  ไม่ควรขาดแคลอรี่จนต่ำกว่าค่า BMR
  • รักษาน้ำหนักเป็นระยะ  เช่น ลดได้1-3 กิโลกรัม ก็พยายามรักษาน้ำหนักนั้นไว้ก่อน  อย่าให้เพิ่มขึ้น และอย่าให้ลดลง
  • การออกกำลังกาย เพราะจะทำให้เรารู้สึกหิว-อิ่มเป็นปกติ  และอย่าลืมออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ เพื่อรักษากล้ามเนื้อด้วย

 

อ้างอิงจาก wikipedia.org

เรียบเรียงโดย  ezygodiet.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.