10กลยุทธ์ หุ่นดีแบบยั่งยืน

กลยุทธ์หุ่นดีแบบยั่งยืน

10กลยุทธ์ หุ่นดีแบบยั่งยืน

     ที่ยังมีคนอยากลดน้ำหนักอยู่ทุกยุคทุกสมัย ก็เพราะส่วนใหญ่ลดน้ำหนักได้แล้ว ก็หยุดแล้วกลับไปกินเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม แอดมินจึงสรุป กลยุทธ์หุ่นดีแบบยั่งยืน ที่ทำให้ไม่ต้องเหนื่อยลดน้ำหนักอยู่เรื่อยๆ

1. ขยับเขยื้อน

การได้เคลื่อนไหวร่างกาย ไม่เพียงแต่ช่วยลดไขมันเท่านั้น ยังรวมถึงประโยชน์ด้านสุขภาพ ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล  ความดันเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด ภาวะทางอารมณ์ และความแข็งแกร่งของร่างกาย

แต่ก็ควรทำในสิ่งที่เราชอบ ไม่ต้องเลียนแบบคนอื่น ไม่ต้องอินเทรนด์ จะว่ายน้ำ จะปั่นจักรยาน จะวิ่ง จะเดิน จะเล่นกีฬาที่ชอบ  อย่าได้ฝืนเล่นในสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถนัด หรือร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยก็อย่าหักโหม

แต่ถ้าเรามีเป้าหมายจะลดไขมันจริงจัง  ก็ควรออกกำลังกายให้มีอัตราการเต้นของหัวใจ ที่สูงกว่า Target Heart Rate ขึ้นไป แต่ไม่เกิน Max Heart Rate

2. บันทึก

การบันทึกเรื่องราว ติดตามการกระทำ เป็นการแสดงความใส่ใจต่อสิ่งนั้นๆมาก ซึ่งทำให้เราจดจำ จดจ่อ และสามารถปรับปรุงได้เสมอ

เช่นการจดบันทึกตารางอาหาร บันทึกรายการอาหาร เวลาอาหาร เวลาออกกำลังกาย  จะกินกี่โมงบ้าง กินอะไรบ้าง กินกี่มื้อ ออกกำลังกายวันไหนบ้าง กี่นาที วางแผนแบบนี้ แล้วทำจริงๆได้แค่ไหน จดบันทึกลงไป กากบาทไปเลยว่าไม่ได้ทำ ขาด เกินอะไร จดเหมือนเขียนไดอารี่

ไม่ต้องให้ใครอื่นดูให้เราต้องทำตัวดูดี เพอร์เฟ็กต์  ให้ทำเพื่อตัวเราเองนั่นแหละย้อนดู ทบทวน แล้วจะเห็นเองว่าควรปรับปรุงอะไรบ้าง  เชื่อสิ วิธีนี้เวิร์คมากๆ

3. กินของชอบ

ขอบชอบก็ไม่จำเป็นต้องเป็นของอ้วนๆเสมอไป แต่ของชอบส่วนใหญ่จะอ้วนนี่น่ะสิ  ก็ไม่ได้จะยุให้กินของอ้วนๆนะ  แค่ให้กินของโปรดได้ แต่ไม่ได้บอกว่าให้กินได้มากเท่าที่ต้องการนี่

การได้ทำ ได้กิน ในสิ่งที่ชอบ เป็นเรื่องที่ดี ช่วยเสริมความกระชุ่มกระชวย สร้างกำลังใจ  เหมือนการได้รับคำชมเชย เกียรติยศ ชื่อเสียง แต่ถ้ามากเกินไปก็ทำให้เหลิง หลงระเริง หลงตัวเองมากไปจนประมาท

ดังนั้น ให้รู้จักความพอดี กินของที่อยากกินได้ทุกวัน แต่อย่าลืมควบคุมให้อยู่หมัดล่ะ

4. น้ำเปล่า

จริงๆแล้ว น้ำรสหวานๆ ก็กินได้นะ  แต่ก็เหมือนข้อ3. คือต้องคุมให้อยู่  และรักษาขั้นต่ำของน้ำเปล่าให้ได้ทุกวัน คือวันละ 1.5-2 ลิตร

อย่าตั้งทฤษฎีเอาเองว่า ดื่มน้ำเยอะๆ แล้วจะตัวบวม ถ้าเราไม่ได้เป็นโรคไตอยู่แล้ว ดื่มน้ำเยอะก็ไม่มีทางตัวบวมเด็ดขาด   แล้วที่กลัวไตทำงานหนักจากการดื่มน้ำเยอะ ก็ไม่มีทาง ถ้าเราไม่ได้ดื่มน้ำทั้งแกลลอน  ถ้ากลัวว่าไตจะทำงานหนัก ให้กลัวความเค็ม กลัวอาหารรสจัดๆ หวานๆ จะเป็นอันตรายต่อไตมากกว่าการดื่มน้ำเปล่าซะอีก

ทางตรงกันข้าม การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ และพอดี จะช่วยผ่อนแรงของไต ไม่ให้ทำงานหนักด้วยซ้ำ  ที่สำคัญคือ มันทำให้อิ่ม

5. หากำลังใจ

กำลังใจจากคนอื่นเป็นเหมือนน้ำทิพย์  ทำให้หัวใจเราชุ่มช่ำ  เหมือนมีน้ำหล่อเลี้ยง ให้เรารู้สึกมีแรงสู้   ดังนั้นจงเป็นทั้งผู้ให้กำลังใจต่อผู้อื่น และรู้จักขอกำลังใจจากคนอื่น

จะเป็นเพื่อนที่สนิท คู่รัก พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อาจจะคุยกันทางอินเตอร์เน็ท  สถานที่ออกกำลังกาย สวนสาธารณะ หรืออาจจะหาบั๊ดดี้ที่ช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันก็ได้

ถ้าไม่อยากรบกวนใคร ก็ตัวเราเองนี่แหละ นึกถึงความใฝ่ฝัน หาแรงบันดาลใจ ให้กำลังใจตัวเอง อย่ามัวคอยแต่จะพึ่งพา หรือรอคอยกำลังใจจากคนอื่น  ถ้าตัวเองยังไม่เข้มแข็ง ยังไม่พยายามก่อน ก็อย่าหวังให้คนอื่นมาคอยช่วยเลย

6. พัฒนา

การได้เริ่มออกกำลังกายบ้าง ได้เริ่มควบคุมอาหารบ้าง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี  แต่การพัฒนา ยกระดับ เพิ่มความยาก ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

ถ้าปกติลดของทอดลงได้ 20% แล้ว  ลองลดลงอีกให้เหลือครึ่งหนึ่ง  ถ้าปกติออกกำลังกายได้ 15 นาที ก็เพิ่มเป็น 30 นาที  ถ้าปกติเดินเร็วๆให้เพิ่มเป็นวิ่งเหยาะๆ วิ่งเร็วๆในบางครั้ง หรือฝึกกล้ามเนื้อก็เพิ่มตุ้มน้ำหนักเข้าไป

ทำอะไรก็ได้ที่รู้สึกว่ามันยากขึ้น  แต่เพิ่มความยากทีละนิดก็พอ

7. แปลกใหม่

หาสิ่งแปลกใหม่ เปลี่ยนแปลงกิจกรรมไม่ให้ซ้ำซากจำเจ จะได้ไม่รู้สึกเบื่อ

เปลี่ยนจากวิ่งเป็นเล่นกีฬาอื่นๆบ้าง หรือ กินแต่ไก่อย่างเดียวก็เบื่อ เปลี่ยนไปกินปลา กินกุ้ง กินหอย หรืออย่างอื่นบ้าง

8. ติดตาม

วิเคราะห์ และพิจารณา ทั้งเรื่องการปฏิบัติที่ผ่านมาทั้งสัปดาห์  ว่าที่ผ่านมาเรากินเป็นยังไง กินมากไปมั้ย  ออกกำลังกายครบตามตารางมั้ย ขี้เกียจไปหรือเปล่า ย้อนไปดูข้อ 2. จะมีประโยชน์มากก็ตรงนี้

รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น สุขภาพดีขึ้น ไม่ค่อยเหนื่อย แข็งแรงขึ้น ไม่ป่วยง่าย กางเกงหลวมลง พุงยุบลง ฟิตกระชับมากขึ้น น้ำหนักลดลง  ถ้าปฏิบัติดี ผลลัพธ์ดีด้วยมั้ย   ถ้าผลลัพธ์ไม่ดี ก็ต้องย้อนดูว่า ปฏิบัติดีหรือยัง

9. พักผ่อน

ที่เราเห็นนักกีฬาหุ่นฟิตๆ นักกล้าม หรือคนรูปร่างดีๆ เขาก็ไม่ได้ออกกำลังกายทุกวัน ทุกเวลาโดยไม่อู้ ไม่พักนะ  ยิ่งออกกำลังกาย ยิ่งต้องพักผ่อนให้มากขึ้นด้วยซ้ำ  ยิ่งกินน้อยลงก็ยิ่งต้องพักผ่อน  ร่างกายจะได้มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็ว

การพักผ่อนที่พูดถึงคือ ทั้งการนอนหลับวันละไม่ต่ำกว่า 6-8 ชม. (แอดมินแนะนำว่า 8 ชม.ดีกว่าถ้าทำได้)  และการพักผ่อนโดยการหยุดพักการออกกำลังกาย และการควบคุมอาหารอย่างเคร่งเครียด เช่น ฝึกกล้ามเนื้อวันเว้นสองวัน ไม่ต้องทุกวันก็ได้   หรือวิ่งเร็วๆ สัปดาห์ละ 1 วัน วิ่งเหยาะๆวันเว้นวัน  เดินเร็ววันเว้นวัน

คือให้ร่างกายได้พัก แต่ไม่ได้ให้หยุดยาว  หรือเรื่องการกินก็เคร่งครัดสัปดาห์ละ 5 วัน พักด้วยการกินให้มากขึ้นสัปดาห์ละ 2 วัน (แต่แคลอรี่ต้องไม่เกินด้วยนะ) กินมากขึ้นไม่ได้ให้กินมากเกินไป  สรุปคือให้พัก เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด

10. ชีวิตที่เป็นสุข

ในระยะยาวแล้ว ไม่มีใครอยากจะต้องหมกมุ่นกับการลดน้ำหนักไปตลอดชีวิต  เมื่อเราลดน้ำหนักได้อยู่ในระดับปกติแล้ว  ก็ยังจำเป็นต้องควบคุมอาหาร ออกกำลังกายอยู่   แต่ไม่ได้ต้องเคร่งเครียดเหมือนตอนลดน้ำหนักแล้ว

จงสร้างความสมดุลให้ชีวิต  มีวิถีชีวิตแบบยึดหลักสุขภาพดี   ทำในสิ่งที่คิดว่าไม่หย่อนเกินไป และไม่เคร่งเครียดเกินไป  หาไลฟ์สไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง ให้อยู่บนพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี  ไม่ใช่การเร่งลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.